ความจำเป็นที่ต้องมีไฟฉุกเฉิน

เรื่องของไฟฉุกเฉินกับความจำเป็นนั้นคงคงคือเรื่องที่เถียงกันมาทุกยุคสมัยระหว่างผู้ที่จำเป็นมักติดกับผู้ที่ไม่คิดจะอาจติดว่าแท้จริงแล้วไฟฉุกเฉินนั้นมีความพิเศษจริงๆ หรือเปล่าซึ่งตัวข้าพเจ้าเองก็เข้าใจดีขอรับกระผมว่าการติดไฟฉุกเฉินแค่ตัวใช่หรือไม่สองตัวก็ยังไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไหร่นักแต่ถ้าในกรณีของเจ้าของตึกพวกอพาร์ทเมนต์หรือคอนโดมีเนียมที่มีหลายๆ ชั้นหลายสิบหลายร้อยห้องซึ่งช่วยให้ต้องใช้ไฟฉุกเฉินหลายสิบตัวก็ต้องเสียเงินไม่น้อยเลยทีเดียวแต่เชื่อข้าพเจ้าเถอะขอรับว่าติดตั้งแล้วดีแน่ๆ                คิดกันเล่นๆ ฮะหากสมมติว่าวันดีคืนดีเกิดเหตุไฟดับทั้งอพาร์ทเมนต์สูง 20 ชั้นพร้อมทั้งทันใดนั้นก็เกิดเพลิงไหม้แถมในขณะนั้นคือเวลาค่ำคืนเดือนมืดซึ่งแน่นอนว่าไม่เห็นอะไร จะอาจเกิดอะไรขึ้นกับตึกแห่งนั้น แน่นอนขอรับว่าความวุ่นวายมักเกิดขึ้นไปในทันที ความโกลาหลของมนุษย์ที่แย่งกันหนีออกมาจากตึกในขณะที่มืดมิดน่าจะช่วยให้คนหลายคนเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้แต่ถ้าหากตึกดังกล่าวมีการติดตั้งไฟฉุกเฉินเอาไว้ทุกชั้นแล้วพอไฟฟ้าเกิดดับ ไฟฉุกเฉินก็จะก็จะทำงานทันที ส่งผลให้ผู้อพยพมองเห็นทางและสามารถหาทางหนีเอาตัวรอดได้ด้วยความว่องไว                ที่กล่าวมานี้คือเพียงแค่เศษเสี้ยวของความจำเป็นที่ต้องติดตั้งไฟฉุกเฉินแค่นั้นนะครับผมแท้จริงแล้วเจ้าไฟฉุกเฉินนี้ยังมีประโยชน์อีกมากมายก่ายกองเลยทีเดียวเอาไว้หากมีโอกาสเหมาะจะคงจะนำมาเล่าให้ฟังจนครบถ้วนกระบวนความแต่ ณ

ฮอนด้าให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

ลองทายกันเล่นๆ ฮะว่าอะไรคือสิ่งที่ทาง Honda ภาคภูมิใจมากที่สุด รถยนต์? พนง.? หรือยอดขาย? หากถ้าคำตอบที่ท่านคิดอยู่ใน 3 ข้อนี้แล้วล่ะก็ย่อมขอปรากฏความเจ็บใจเช่นกันฮะที่ไม่ได้ไปต่อเพราะความภาคภูมิใจมากที่สุดของฮอนด้าเองนั้นไม่ใช่สิ่งเหล่านี้เลยแม้แต่น้อยถ้าแต่เป็นเรื่องของเทคโนโลยีต่างหาก                แต่ไหนแต่ไรมาแล้วทางผู้บริหารของค่ายรถฮอนด้าทุกรุ่นได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีต่างๆนาๆ มากคือสำคัญเพราะพวกเขาเหล่านั้นมีความเชื่อที่ว่าเทคโนโลยีที่ดีจะอาจจะช่วยให้เกิดงานที่ดีซึ่งก็คือจริงตามนั้นทุกประการเพราะในอดีตสมัยที่ฮอนด้าเพิ่งเปิดตัวเข้าสู่วงการรถใหม่ๆ นั้น รถของ Honda แทบจะอาจไม่มีสิ่งใดที่โดดเด่นหรือว่าแตกต่างไปจากรถค่ายอื่นเลยซึ่งหากจะอาจคุยให้เข้าใจสะดวกขึ้นไปก็เป็นฮอนด้า copy งานของรถค่ายอื่นมาเป็นของตัวเองนั่นเองขอรับ                ต่อมาเมื่อ Honda ได้ก้าวเข้าสู่สมรภูมินี้อย่างเต็มตัวผู้บริหารยุคก่อตั้งจึงเริ่มหันมาลงทุนกับการวิจัยพร้อมกับดัดแปลงเทคโนโลยีอื่นๆ ที่คือประโยชน์ต่อการผลิตรถยนต์สำหรับประชาชนในยุคปัจจุบันนี้พร้อมทั้งยุคภายหน้ามากๆขึ้นไป โดยผู้บริหารยุคนั้นยอมลงทุนในส่วนนี้เยอะถึง 70% เลยทีเดียว ในตอนนั้นมีพนง.ระดับสูงหลายคนที่ต่อต้านแต่ก็ไม่เป็นผลซึ่งก็จะต้องขอขอบคุณความดื้อรั้นของผู้บริหารสมัยนั้นจริงๆ ครับเพราะว่าถ้าถ้าไม่มีเขาในวันนั้นก็ยังจะคงจะไม่มีฮอนด้าในวันนี้เช่นกันเป็นต้นว่ากัน                ปัจจุบันนี้ฮอนด้าเองก็คงยังวิจัยและเปลี่ยนเทคโนโลยีอันล้ำหน้าใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องอยู่เสมอสำหรับนำคำตอบที่ได้นั้นมาปรับใช้กับรถของตนอันจะอาจช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประโยชน์สูงสุดดังเป็นต้นว่าผลงานชิ้นโบว์แดงของเขา

เริ่มต้นธุรกิจขนมเค้ก ตอนแรก

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับขนมเค้กและขนมหวานกำลังเป็นที่นิยมและจะมีการขยายตัวอย่างมากจึงเป็นโอกาสอันดีของผู้ที่กำลังคิดอยากจะเข้ามาในธุรกิจนี้ในช่วงหนึ่งสองปีนี้ซึ่งผมเชื่อครับว่ามีอีกหลายคนเลยทีเดียวที่คิดอยากจะเข้ามาลองตลาดที่ว่านี้แต่ติดตรงที่ว่าไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดังนั้นในวันนี้ผมจึงมีวิธีการเริ่มต้นทำธุรกิจขนมเค้กมาฝากกันครับ                ประการแรกสุดสำหรับธุรกิจขนมเค้กนี้ซึ่งต้องบอกครับว่าเป็นสูตรสำเร็จที่สามารถใช้กับการทำธุรกิจอื่นๆ ได้ทุกอย่างเลยก็คือเราต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะทำก่อน โดยในกรณีนี้เราต้องการที่จะขายขนมเค้กดังนั้นเราก็ควรที่จะต้องมีความรู้ในเรื่องของขนมเค้กก่อนไม่ว่าจะเป็นลักษณะของขนมเค้ก ประเภทของขนมเค้ก ส่วนผสมในขนมเค้ก ฯลฯ โดยเรื่องต่างๆ เหล่านี้เราอาจจะหาได้จากตำราสอนทำขนมเค้กจากสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่วางขายในบ้านเราหรือจะเป็นตำรานำเข้าจากต่างประเทศก็ได้แต่สำหรับคนที่คิดจะทำธุรกิจวงการนี้อย่างจริงๆจังๆแล้วล่ะก็ผมแนะนำให้ไปเข้าคอร์สที่สถาบันอาหารต่างๆ เขาเปิดสอนทำขนมเค้กจะดีกว่าครับ               

ประวัติศาสตร์น่ารู้ของประเทศพม่า

จะไปเที่ยวกับทัวร์พม่า บรรดานักท่องเที่ยวก็ควรรู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมาไว้บ้างจะได้เพิ่มอรรถรสในการท่องเที่ยวนะจ้ะ ซึ่งประวัติศาสตร์ของพม่านั้นมีความยาวนานและซับซ้อน มีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏได้แก่มอญ ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่าได้อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหว่างจีนและทิเบต เข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี และได้กลายเป็นชนเผ่าส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศในเวลาต่อมา ความซับซ้อนของประวัติศาสตร์พม่ามิได้เกิดขึ้นจากกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่เกิดจากความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอันได้แก่ จีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และไทยอีกด้วย    วันนี้ทัวร์พม่า จึงขอนำเกร็ดประวัติความเป็นมามาบอกเล่ากันเพื่อเป็นความรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวรวมทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วยจ้ะ ตามที่ทัวร์พม่าได้ศึกษามา ประวัติศาสตร์พม่าแบ่งออกเป็น 7 ยุค ดังนี้ : •    ยุคมอญ  - มนุษย์ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศพม่าราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ชนเผ่าแรกที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนได้ก็คือชาวมอญ ชาวมอญได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้เมื่อราว2,400ปีก่อนพุทธกาล และได้สถาปนาอาณาจักรสุวรรณภูมิ อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณใกล้เมืองท่าตอน (Thaton) ชาวมอญได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธผ่านทางอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 2ซึ่งเชื่อว่ามาจากการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช บันทึกของชาวมอญส่วนใหญ่ถูกทำลายในระหว่างสงคราม วัฒนธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสมเอาวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ากับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองจนกลายเป็นวัฒนธรรมลักษณะลูกผสมในราวพุทธศตวรรษที่ 14ชาวมอญได้เข้าครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของพม่า •    ยุคชาวพยู - ชาวปยูหรือพยูเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่าตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 และได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง เช่นที่ พินนาคา (Binnaka)มองกะโม้ (Mongamo) ศรีเกษตร (Sri Ksetra) เปียทะโนมโย (Peikthanomyo) และหะลินยี (Halingyi) ในช่วงเวลาดังกล่าวดินแดนพม่าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย จากเอกสารของจีนพบว่า มีเมืองอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวพยู 18 เมือง และชาวพยูเป็นชนเผ่าที่รักสงบ ไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นระหว่างชนเผ่าพยู ข้อขัดแย้งมักยุติด้วยการคัดเลือกตัวแทนให้เข้าประลองความสามารถกัน ชาวพยูสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทำจากฝ้าย อาชญากรมักถูกลงโทษด้วยการโบยหรือจำขัง เว้นแต่ได้กระทำความผิดอันร้ายแรงจึงต้องโทษประหารชีวิต ชาวพยูนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่วัดตั้งแต่อายุ 7 ขวบจนถึง 20 ปี นครรัฐของชาวพยูไม่เคยรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่นครรัฐขนาดใหญ่มักมีอิทธิพลเหนือนครรัฐขนาดเล็กซึ่งแสดงออกโดยการส่งเครื่องบรรณาการให้

มหาวิหารแซ็งต์ชาแปล

ในบทความตอนที่แล้วนั้นผมได้พาลูกทัวร์ยุโรปของผมทุกท่านไปสัมผัสกับสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าของประเทศฝรั่งเศสที่พระราชวังแวร์ซายที่ได้ชื่อว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามที่สุดอันดับต้นๆ ของโลกเป็นอย่างไรกันบ้างครับ ไม่ทราบว่าสนใจที่จะไปเยี่ยมชมหรือไม่ซึ่งนอกเหนือจากพระราชวังแวร์ซายแห่งนี้แล้วยังมีสถานที่สำคัญทางศาสนาของประเทศฝรั่งเศสอีกแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามไม่แพ้กันและรอคอยนักท่องเที่ยวไปที่ไปทัวร์ยุโรปให้ได้มาเยือนซึ่งสถานที่ๆผมว่านี้จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากมหาวิหาร “แซ็งต์-ชาแปล” นั่นเองครับ                มหาวิหารแซ็งต์-ชาแปล นี้ตั้งอยู่ที่บริเวณลานของพระราชวังหลวงโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างในขณะนั้นคือเพื่อเป็นที่เก็บรักษาเรลิกแห่งแซ็งต์-ชาแปล ซึ่งได้แก่สิ่งของมีค่าทางศาสนาคริสต์ เช่น มงกุฎหนามของพระเยซู, ภาพเอเดสซา และของศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระเยซูอีกสามสิบชิ้นซึ่งเดิมทีของเหล่านี้นั้นเป็นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ที่ได้รับจากนักบวชคณะดอมินิกันสององค์ที่เวนิส และต่อมาก็ได้ทรงหาซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนำมาเก็บไว้ในสถานที่แห่งนี้                จุดเด่นของมหาวิหารแซ็งต์-ชาแปลแห่งนี้ที่บรรดานักท่องเที่ยวนักทัวร์ยุโรปที่ชื่นชอบในเรื่องศิลปะต้องมองตาเป็นมันก็คือสถาปัตยกรรมที่ใช้ในการก่อสร้างซึ่งมหาวิหารนี้เป็นสไตล์การสร้างแบบกอทิกล้วนๆ ที่พยายามทำให้สิ่งก่อสร้างดูเหมือนไร้น้ำหนักซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าสถาปนิกผู้ออกแบบมหาวิหารแห่งนี้ก็คือคือปีแยร์เดอมงเตอโร นั่นเอง ปัจจุบันมหาวิหารแซ็งต์-ชาแปลได้รับการอนุรักษ์และสถาปนาให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2402