ประวัติศาสตร์น่ารู้ของประเทศพม่า

myanmar-0027

จะไปเที่ยวกับทัวร์พม่า บรรดานักท่องเที่ยวก็ควรรู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมาไว้บ้างจะได้เพิ่มอรรถรสในการท่องเที่ยวนะจ้ะ ซึ่งประวัติศาสตร์ของพม่านั้นมีความยาวนานและซับซ้อน มีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏได้แก่มอญ ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่าได้อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหว่างจีนและทิเบต เข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี และได้กลายเป็นชนเผ่าส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศในเวลาต่อมา ความซับซ้อนของประวัติศาสตร์พม่ามิได้เกิดขึ้นจากกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่เกิดจากความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอันได้แก่ จีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และไทยอีกด้วย    วันนี้ทัวร์พม่า จึงขอนำเกร็ดประวัติความเป็นมามาบอกเล่ากันเพื่อเป็นความรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวรวมทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วยจ้ะ

ตามที่ทัวร์พม่าได้ศึกษามา ประวัติศาสตร์พม่าแบ่งออกเป็น 7 ยุค ดังนี้ :
•    ยุคมอญ  – มนุษย์ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศพม่าราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ชนเผ่าแรกที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนได้ก็คือชาวมอญ ชาวมอญได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้เมื่อราว2,400ปีก่อนพุทธกาล และได้สถาปนาอาณาจักรสุวรรณภูมิ อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณใกล้เมืองท่าตอน (Thaton) ชาวมอญได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธผ่านทางอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 2ซึ่งเชื่อว่ามาจากการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช บันทึกของชาวมอญส่วนใหญ่ถูกทำลายในระหว่างสงคราม วัฒนธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสมเอาวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ากับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองจนกลายเป็นวัฒนธรรมลักษณะลูกผสมในราวพุทธศตวรรษที่ 14ชาวมอญได้เข้าครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของพม่า
•    ยุคชาวพยู – ชาวปยูหรือพยูเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่าตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 และได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง เช่นที่ พินนาคา (Binnaka)มองกะโม้ (Mongamo) ศรีเกษตร (Sri Ksetra) เปียทะโนมโย (Peikthanomyo) และหะลินยี (Halingyi) ในช่วงเวลาดังกล่าวดินแดนพม่าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย จากเอกสารของจีนพบว่า มีเมืองอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวพยู 18 เมือง และชาวพยูเป็นชนเผ่าที่รักสงบ ไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นระหว่างชนเผ่าพยู ข้อขัดแย้งมักยุติด้วยการคัดเลือกตัวแทนให้เข้าประลองความสามารถกัน ชาวพยูสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทำจากฝ้าย อาชญากรมักถูกลงโทษด้วยการโบยหรือจำขัง เว้นแต่ได้กระทำความผิดอันร้ายแรงจึงต้องโทษประหารชีวิต ชาวพยูนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่วัดตั้งแต่อายุ 7 ขวบจนถึง 20 ปี นครรัฐของชาวพยูไม่เคยรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่นครรัฐขนาดใหญ่มักมีอิทธิพลเหนือนครรัฐขนาดเล็กซึ่งแสดงออกโดยการส่งเครื่องบรรณาการให้ นครรัฐที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่ ศรีเกษตร     ซึ่งมีหลักฐานเชื่อได้ว่า เป็นเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าอาณาจักรศรีเกษตรถูกสถาปนาขึ้นเมื่อใด แต่มีการกล่าวถึงในพงศาวดารว่ามีการเปลี่ยนราชวงศ์เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 637 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาณาจักรศรีเกษตรต้องได้รับการสถาปนาขึ้นก่อนหน้านั้น มีความชัดเจนว่า อาณาจักรศรีเกษตรถูกละทิ้งไปในปีพุทธศักราช 1199 เพื่ออพยพย้ายขึ้นไปสถาปนาเมืองหลวงใหม่ทางตอนเหนือ แต่ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองใด นักประวัติศาสตร์บางท่านเชื่อว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองหะลินคยี อย่างไรก็ตามเมืองดังกล่าวถูกรุกรานจากอาณาจักรน่านเจ้าในราวพุทธศตวรรษที่ 15 จากนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงชาวพยูอีก
•    ยุคอาณาจักรพุกาม  – ชาวพม่าเป็นชนเผ่าจากทางตอนเหนือที่ค่อย ๆ อพยพแทรกซึมเข้ามาสั่งสมอิทธิพลในดินแดนประเทศพม่าทีละน้อย กระทั่งปีพุทธศักราช 1392 จึงมีหลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอำนาจซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง “พุกาม” (Pagan) โดยได้เข้ามาแทนที่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจภายหลังจากการเสื่อมสลายไปของอาณาจักรชาวพยู  อาณาจักรของชาวพุกามแต่แรกนั้นมิได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา(พ.ศ.1587–1620) พระองค์จึงสามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำเร็จ และเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองท่าตอนของชาวมอญได้ในปีพุทธศักราช1600 อาณาจักรพุกามก็กลายเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดในดินแดนพม่า อาณาจักรพุกามมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าจานสิตา(พ.ศ.1624–1655)และ             พระเจ้าอลองสิธู(พ.ศ.1655–1710) ทำให้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17ดินแดนในคาบสมุทรสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมดถูกครอบครองโดยอาณาจักรเพียงสองแห่ง คือเขมรและพุกามอำนาจของอาณาจักรพุกามค่อยๆ เสื่อมลง      ด้วยเหตุผลหลักสองประการ ส่วนหนึ่งจากการถูกเข้าครอบงำโดยของคณะสงฆ์ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่งจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกลที่เข้ามาทางตอนเหนือ พระเจ้านรสีหบดี (ครองราชย์ พ.ศ. 1779–1830) ได้ทรงนำทัพสู่ยุนนานเพื่อยับยั้งการขยายอำนาจของมองโกล แต่เมื่อพระองค์แพ้สงครามที่งาสองกยัน (Ngasaunggyan) ในปีพุทธศักราช 1820 ทัพของอาณาจักรพุกามก็ระส่ำระสายเกือบทั้งหมด พระเจ้านรสีหบดีถูกพระราชโอรสปลงพระชนม์ในปีพุทธศักราช 1830 กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้อาณาจักรมองโกลตัดสินใจรุกรานอาณาจักรพุกามในปีเดียวกันนั้น ภายหลังสงครามครั้งนี้ อาณาจักรมองโกลก็สามารถเข้าครอบครองดินแดนของอาณาจักรพุกามได้ทั้งหมด ราชวงศ์พุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลได้แต่งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นบริหารดินแดนพม่าในปีพุทธศักราช 1832
•    ยุคอังวะและหงสาวดี  – หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรพุกามพม่าได้แตกแยกออกจากกันอีกครั้งราชวงศ์อังวะซึ่งได้รับอิทธิพล  ทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมืองอังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศิลปะและวรรณกรรมของพุกามได้ถูกฟื้นฟูจนยุคนี้กลายเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมของพม่า  แต่เนื่องด้วยอาณาเขตที่ยากต่อการป้องกันการรุกรานจากศัตรู เมืองอังวะจึงถูกชาวไทใหญ่เข้าครอบครองได้ในปีพุทธศักราช 2070 สำหรับดินแดนทางใต้ ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรของพวกตนขึ้นใหม่อีกครั้งที่หงสาวดี โดยกษัตริย์ธรรมเจดีย์ (ครองราชย์ พ.ศ. 1970 – 2035)เป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของมอญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาทและศูนย์กลางทางการค้าขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา
•    ยุคอาณาจักรตองอู – หลังจากถูกรุกรานจากไทใหญ่  ชาวอังวะได้อพยพลงมาสถาปนาอาณาจักรแห่งใหม่โดยมีศูนย์กลางที่เมืองตองอูในปีพุทธศักราช 2074 ภายใต้การนำของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ (ครองราชย์ พ.ศ. 2074–2093) ซึ่งสามารถรวบรวมพม่าเกือบทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้ง ในช่วงระยะเวลานี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาค ชาวไทใหญ่มีกำลังเข้มแข็งเป็นอย่างมากทางตอนเหนือ การเมืองภายในอาณาจักรอยุธยาเกิดความไม่มั่นคง ในขณะที่โปรตุเกสได้เริ่มมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถเข้าครอบครองมะละกาได้ เกี่ยวกับการเข้ามาของบรรดาพ่อค้าชาวยุโรป พม่ากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง  การที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองหงสาวดี เหตุผลส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยทำเลทางการค้า พระเจ้าบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094–2124)ซึ่งเป็นพระเทวัน(พี่เขย)ของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าตะเบงชะเวตี้  และสามารถเข้าครอบครองอาณาจักรต่าง ๆ รายรอบได้ อาทิ มณีปุระ (พ.ศ. 2103) อยุธยา (พ.ศ. 2112) ราชการสงครามของพระองค์ทำให้พม่ามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดอย่างไรก็ตาม ทั้งมณีปุระและอยุธยา ต่างก็สามารถประกาศตนเป็นอิสระได้ภายในเวลาต่อมาไม่นาน เมื่อต้องเผชิญกับการก่อกบฏจากเมืองขึ้นหลายแห่งประกอบกับการรุกรานของโปรตุเกส กษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอู จำเป็นต้องถอนตัวจากการครอบครองดินแดนทางตอนใต้ โดยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอังวะ พระเจ้าอะนอกะเพตลุน (Anaukpetlun) พระนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งในพุทธศักราช 2156 พระองค์ตัดสินใจที่จะใช้กำลังเข้าต่อต้านการรุกรานของโปรตุเกส พระเจ้าธารุน (Thalun) ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ได้ฟื้นฟูหลักธรรมศาสตร์ของอาณาจักรพุกามเก่า แต่พระองค์ทรงใช้เวลากับเรื่องศาสนามากเกินไป จนละเลยที่จะใส่ใจต่ออาณาเขตทางตอนใต้ ท้ายที่สุด หงสาวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสซึ่งตั้งมั่นอยู่ในอินเดีย ก็ได้ทำการประกาศเอกราชจากอังวะ จากนั้นอาณาจักรของชาวพม่าก็ค่อย ๆ อ่อนแอลงและล่มสลายไปในปีพุทธศักราช 2295 จากการรุกรานของชาวมอญ
•    ยุคราชวงศ์อลองพญา – ราชวงศ์อลองพญาได้รับการสถาปนาขึ้นและสร้างความเข้มแข็งจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว พระเจ้าอลองพญาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า ได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี พ.ศ.2296จากนั้นก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญได้อีกครั้งในปี พ.ศ.2302 ทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองกรุงมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน พระองค์สถาปนาให้เมืองย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ.2303หลังจากเข้ายึดครองตะนาวศรี  (Tenasserim)พระองค์ได้ยาตราทัพเข้ารุกรานอยุธยาแต่ต้องประสบความล้มเหลวเมื่อพระองค์ทรงสวรรคตระหว่างการสู้รบ พระเจ้าเซงพะยูเชง (Hsinbyushin, ครองราชย์ พ.ศ. 2306 – 2319) พระราชโอรส ได้โปรดให้ส่งทัพเข้ารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งในปี พ.ศ.2309ซึ่งประสบความสำเร็จในปีถัดมา ในรัชสมัยนี้ แม้จีนจะพยายามขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนพม่า แต่พระองค์ก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจีนได้ทั้งสี่ครั้ง (ในช่วงปี พ.ศ. 2309–2312) ทำให้ความพยายามในการขยายพรมแดนของจีนทางด้านนี้ต้องยุติลง ในรัชสมัยของพระเจ้าโบดอพญา (Bodawpaya, ครองราชย์ พ.ศ. 2324–2362) พระโอรสอีกพระองค์หนึ่งของพระเจ้าอลองพญา พม่าต้องสูญเสียอำนาจที่มีเหนืออยุธยาไป แต่ก็สามารถผนวกดินแดนยะไข่ (Arakan) และตะนาวศรี (Tenasserim) เข้ามาไว้ได้ในปี พ.ศ. 2327 และ 2336 ตามลำดับ ในช่วงเดือนมกราคมของปี พ.ศ. 2366 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าบาคยีดอว์ (Bagyidaw, ครองราชย์ พ.ศ. 2362–2380) ขุนนางชื่อมหาพันธุละ (Maha Bandula) นำทัพเข้ารุกรานแคว้นอัสสัมได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น
•    ยุคสงครามกับอังกฤษและการล่มสลายของราชอาณาจักรพม่า  – สืบเนื่องจากการพยายามขยายอำนาจของอังกฤษ กองทัพอังกฤษโดยความร่วมมือของสยามได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2367 สงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่หนึ่งนี้ (พ.ศ. 2367–2369) ยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญายันดาโบ (Yandaboo)กับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะข่าย และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษเริ่มก็ต้นตักตวงทรัพยากรต่าง ๆ ของพม่านับแต่นั้น เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมากกษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษ ทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ อังกฤษได้ผนวกหงสาวดีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไว้กับตน โดยได้เรียกดินแดนดังกล่าวเสียใหม่ว่าพม่าตอนใต้ สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (Mindon Min) ครองราชย์ พ.ศ. 2396–2421) จากพระเจ้าปะกัน (Pagin Min, ครองราชย์ พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนากรุงมัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอก ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้ รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (Thibow, ครองราชย์ พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมพระราชอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปีพุทธศักราช 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้

มหาวิหารแซ็งต์ชาแปล

europe-0018

ในบทความตอนที่แล้วนั้นผมได้พาลูกทัวร์ยุโรปของผมทุกท่านไปสัมผัสกับสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าของประเทศฝรั่งเศสที่พระราชวังแวร์ซายที่ได้ชื่อว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามที่สุดอันดับต้นๆ ของโลกเป็นอย่างไรกันบ้างครับ ไม่ทราบว่าสนใจที่จะไปเยี่ยมชมหรือไม่ซึ่งนอกเหนือจากพระราชวังแวร์ซายแห่งนี้แล้วยังมีสถานที่สำคัญทางศาสนาของประเทศฝรั่งเศสอีกแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามไม่แพ้กันและรอคอยนักท่องเที่ยวไปที่ไปทัวร์ยุโรปให้ได้มาเยือนซึ่งสถานที่ๆผมว่านี้จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากมหาวิหาร “แซ็งต์-ชาแปล” นั่นเองครับ

               มหาวิหารแซ็งต์-ชาแปล นี้ตั้งอยู่ที่บริเวณลานของพระราชวังหลวงโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างในขณะนั้นคือเพื่อเป็นที่เก็บรักษาเรลิกแห่งแซ็งต์-ชาแปล ซึ่งได้แก่สิ่งของมีค่าทางศาสนาคริสต์ เช่น มงกุฎหนามของพระเยซู, ภาพเอเดสซา และของศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระเยซูอีกสามสิบชิ้นซึ่งเดิมทีของเหล่านี้นั้นเป็นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ที่ได้รับจากนักบวชคณะดอมินิกันสององค์ที่เวนิส และต่อมาก็ได้ทรงหาซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และนำมาเก็บไว้ในสถานที่แห่งนี้

               จุดเด่นของมหาวิหารแซ็งต์ชาแปลแห่งนี้ที่บรรดานักท่องเที่ยวนักทัวร์ยุโรปที่ชื่นชอบในเรื่องศิลปะต้องมองตาเป็นมันก็คือสถาปัตยกรรมที่ใช้ในการก่อสร้างซึ่งมหาวิหารนี้เป็นสไตล์การสร้างแบบกอทิกล้วนๆ ที่พยายามทำให้สิ่งก่อสร้างดูเหมือนไร้น้ำหนักซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าสถาปนิกผู้ออกแบบมหาวิหารแห่งนี้ก็คือคือปีแยร์เดอมงเตอโร นั่นเอง

ปัจจุบันมหาวิหารแซ็งต์ชาแปลได้รับการอนุรักษ์และสถาปนาให้เป็นอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2402 เป็นต้นมา

ฮ่องกงดีสนี่ย์แลนด์

hongkong-0019

ในบรรดาสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนที่ไปทัวร์ฮ่องกงทั้งหมดนั้นผมเชื่อครับว่าฮ่องกงดีสนี่ย์แลนด์คงจะเป็นสถานที่ตัวเลือกอันดับต้นๆ ในดวงใจของใครหลายต่อหลายคนที่คิดจะไปเที่ยวอย่างแน่นอนซึ่งต้องขอบอกครับว่าฮ่องกงดีสนี่ย์แลนด์แห่งนี้มีความสวยงามและอลังการไม่แพ้ดีสนี่ย์แลนด์แห่งอื่นๆในโลกเลยดังนั้นเราไปทำความรู้จักกันกับฮ่องกงดีสนี่ย์แลนด์กันดีกว่าครับ

ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ ถือเป็นสวนสนุกแห่งที่ 5 ของดิสนีย์แลนด์ทั่วโลกและเป็นสวนสนุกลำดับที่ 11 ของดิสนีย์ที่คนที่ไปทัวร์ฮ่องกงต้องไปเที่ยวและถ่ายรูปให้ได้ ส่วนสนุกฮ่องกงดิสนีย์แลนด์นี้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ แฟนตาซีแลนด์, ทูมอโรว์แลนด์และแอดเวนเจอร์แลนด์ ซึ่งสวนสนุกแต่ละส่วนต่างก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไปโดยในโซนแฟนตาซีแลนด์นั้นจะเป็นการจำลองเมืองการ์ตูนของดีสนี่ย์มาไว้ที่นี่ไม่ว่าจะเป็นบ้านดัมโบ้ ปราสาทเทพนิยายรวมทั้งตัวละครอื่นๆ จากดีสนี่ย์อีกด้วย ส่วนทูมอโรว์แลนด์หรือดินแดนแห่งอนาคตนั้นจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลกอนาคตที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจกับนิยายวิทยาศาสตร์และการผจญภัยในอวกาศและโซนสุดท้ายจะเป็นโซนแห่งการผจญภัยที่จะมีเครื่องเล่นท้าทายต่างๆ มากมายให้นักท่องเที่ยวและบรรดาทัวร์ฮ่องกงที่พิสมัยในความตื่นเต้นได้ลองสัมผัสกัน

                  สวนสนุกฮ่องกงดิสนีย์แลนด์เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น และในช่วงเทศกาลจะเปิดให้บริการจนถึงเวลา 21.00 น. โดยนักท่องเที่ยวสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อตั๋วผ่านประตูแบบวันเดียว (One day Pass) หรือแบบรายปี (Annual Pass) ครับ

ประวัติความเป็นมาและสถานที่เที่ยวภายในภูเขาไฟฟูจิ

จะไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกับทัวร์ญี่ปุ่น ทั้งที่จะพลาดไฮไลท์ภูเขาไฟฟูจิได้ยังไงกัน  แต่ก่อนจะเดินทางไป  ทัวร์ญี่ปุ่นขอพาไปทำความรู้จักทั้งในด้านประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวภายในบริเวณภูเขาไฟฟูจิสักหน่อย เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนออกเดินทางนะจ้ะ

japan-0019           

            ภูเขาฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น รอบๆ ภูเขาเต็มไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม และเป็นอุทยานแห่งชาติฟูจิฮาโกะเนอิซึ มีทะเลสาบ 5 แห่ง ได้แก่ ยามานากาโกะ คาวากุจิโกะ โมโตสุโกะ โชจินโกะ ไซโก้ และมีออนเซนหลายแห่ง ได้แก่ ยามานากะโกะ คาวากุจิโกะ โอชิโนะโกะ ฯลฯ

           ภูเขาฟูจิมีอิทธิพลต่อศิลปวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีชื่อภูเขาปรากฏอยู่ในทังขะ หรือบทกลอนญี่ปุ่นหรือ อุคิโยเอะ หรือภาพพิมพ์ญี่ปุ่น และทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ชื่อสินค้า ชื่อนักซูโม่ และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนตั้งชื่อว่าฟูจิ เรียกว่าภูเขาฟูจินี้ เป็นหัวใจของญี่ปุ่นก็ว่าได้

           ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ของทุกปี เป็นช่วงที่ภูเขาฟูจิเปิดอย่างเป็นทางการให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปปีน ทางขึ้นก็มีหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นคาวากุจิโกะกุจิ ฟูจิโนะมิยะกุจิ สุบาชิริกุจิ โกะเตนบะกุจิ

เป็นต้น ใครที่ชอบปีนเขาก็ลองขึ้นดู ภูเขาฟูจิมีความสูง 3776 เมตร ถ้าเริ่มเดินขึ้นจาก โกะโกะเม ถึงยอดเขา จะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง โดยเฉลี่ย และเวลาลงก็จะใช้เวลา 4 ชั่วโมง แต่ใครที่สนใจอยากจะปีนเขาฟูจิ ต้องเตรียมตัวและเครื่องมือให้พร้อมก่อน    

สถานที่ต่างๆ รอบภูเขาฟูจิ

  •  สวนลาเวนเดอร์

        คาวากุจิโกะ เฮิร์บ เฟสติวัล KAWAGUCHIKO HERB FESTIVAL ไม่ต้องไปไกลถึงฮอกไกโด ก็สามารถไปดูที่ภูเขาฟูจิได้ คาวากุจิโกะ เฮิร์บ เฟสติวัลปีนี้ จัดตั้งแต่ วันที่ 20 เดือนมิถุนายนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม ได้ชิมชาสมุนไพร และมีการประกวดการจัดสวน และมีกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

  •  Gotenba Premium Outlet

        เป็นเอาท์เลทมอลล์ที่ขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ที่มีร้านค้า 200 กว่าแห่ง แค่เดินชมก็ใช้เวลา 1 วันเต็มๆ ข้างในมีร้านอาหารบริการด้วย คุณพ่อที่ไม่ชอบชอปปิ้งก็จะไปทัวร์เพื่อรอภรรยาช้อปปิ้งเสร็จก็ได้ เพราะมีรถทัวร์ที่ออกจากเอาท์เลท เพื่อชมสถานที่รอบๆ ได้ มีรถทัวร์ออกจากสถานีรถไฟโตเกียวและชินจูกุด้วย (ต้องจองก่อนล่วงหน้า)

  •  Mt. Fuji Children’s World      

        ฟูจิซังโคโดโมะโนะคูนิ ที่นี่ จังหวัดชิซึโอกะเปิดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับเด็กๆ ข้างในมีโซนต่างๆ อย่างเช่น เมืองหญ้า เมืองน้ำและแต่ละสถานที่ก็มี จุดน่าสนใจที่แตกต่างกัน มีที่พักและมีพื้นที่สำหรับแคมปิ้งด้วย

  •  Fuji Safari Park

        เป็นสวนสัตว์ที่อยู่ในทุ่งหญ้า ผู้เข้าชมจะขับรถส่วนตัวเข้าชม หรือรถบัส หรือนั่งรถซาฟารีเนวิเกชั่นคาร์ ที่มีระบบ GPS ล่าสุด สัมผัสกับสัตว์ต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด

  • FUJI-Q HIGHLAND

       เป็นสวนสนุกที่ขึ้นชื่อว่า มีเครื่องเล่นที่น่าหวาดเสียวมากมาย ใครที่ชอบรถไฟตีลังกาห้ามพลาด ตอนฤดูหนาวจะมีลานสเก็ตน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกเปิดบริการด้วย

ลุมพินีวันพุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์

Nepal-09

ลุมพินีวันหรือสวนลุมพินีวันเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาแห่งหนึ่งของประเทศเนปาลที่คนที่ไปทัวร์เนปาลทุกคนต้องไปแวะเยี่ยมชมให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิตเพราะเนื่องจากความเก่าแก่ของพุทธสถานแห่งนี้แล้วพุทธสถานแห่งนี้ยังมีความสำคัญโดยเป็นถึงหนึ่งในสถานสังเวชนียสถานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเป็นที่ประสูติของพระองค์ท่านนั่นเอง

               ลุมพินีวัน ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ซึ่งลุมพินีวันนี้เดิมทีเป็นเพียงแค่สวนป่าสาธารณะหรือวโนทยานที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ในสมัยพุทธกาลนั้นลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ ในแคว้นสักกะ บนฝั่งแม่น้ำโรหิณี ต่อมาภายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาดใหญ่มาปักไว้ตรงบริเวณที่ประสูติ เรียกว่า เสาอโศก ที่จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าเคยประสูติ ณ ตรงนี้

               ปัจจุบันลุมพินีวันมีเนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 2,000 ไร่ โดยมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า รุมมินเด ที่มีสภาพส่วนใหญ่เป็นชนบท มีผู้อาศัยอยู่ไม่มาก มีสิ่งปลูกสร้างที่เป็นพุทธสถานเพียงเล็กน้อยและลุมพินีวันได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรมเมื่อปี พ.ศ. 2540

               นอกจากการเยี่ยมชมเสาของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ลุมพินีวันแล้วยังมีสถานที่บริเวณรอบๆ ที่นักท่องท่องเที่ยวที่ไปทัวร์เนปาลสามารถเข้าชมได้ไม่ว่าจะเป็นวิหารมายาเทวีที่ประดิษฐานรูปพระนางสิริมหามายาตอนมีพระประสูติกาลพระพุทธเจ้าหรือแม้แต่ต้นสาละที่เชื่อกันว่าเป็นจุดที่พระพุทธเจ้าประสูติที่มีนักท่องเที่ยวเนปาลไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันอยู่เป็นประจำอีกด้วย