ทัวร์ภูฏาน ชมวิถีชีวิตแห่งชาวพุทธ

Bhutan-12

ประเทศที่เต็มไปด้วยความศรัทธา หากคุณได้ไปทัวร์ภูฏานสักครั้งคุณจะได้เห็นชาวภูฏานตามวัดต่าง ๆ ที่กำลังสวดมนต์ขอพรด้วยจิตวิญญานของความศรัทธาเต็มเปี่ยมครับ ฉะนั้นวันนี้เรามาชมวัดที่เต็มไปด้วยความศรัทธาของชาวภูฏานกัน
วัดทักซัง
เป็นวันที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในภูฏานครับ ซึ่งหากไปทัวร์ภูฏานแล้วคุณจะต้องขึ้นไปที่นี่ด้วย หากคุณขึ้นไปถึงตัววัดได้ถือว่าคุณมีศรัทธาที่แรงกล้าครับ เพราะระหว่างการเดินทางขึ้นเขานั้นค่อนข้างลำบากและใช้เวลานานพอสมควรครับ แต่เดี๋ยวนี้มีบริการม้ารับส่งแต่ใครที่ไม่เคยขี่ม้ามาก่อน อาจจะต้องระวังในการขี่เพราะอาจจะตกม้าได้ครับ ด้านบนนั้นเป็นวสัดทักซังที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวภูฏานนิยมขึ้นมาแสวงบุญเพื่อหาความสุขให้กับชีวิตครับผม ระหว่างทางที่ขึ้นเขามาคุณก็จะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวภูฏานที่น่าทึ่งมากด้วยครับ
วัดชันกังคา
เป็นวัดที่อยู่สันเขาไม่สูงมากครับ ตัววัดเป็นสีขาวสะอาดสร้างโดยพระลามะจากทิเบตในศตวรรษที่ 15 ครับผมโดยวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร วัดแห่งนี้มีลานกว้างซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากครับ ชาวภูฏานนิยมมาสวดมนต์และขอพรหลังจากนั้นจะสั่นระฆังที่อยู่รอบ ๆ วัดเพื่อความเป็นสิริมงคลครับผม ใกล้ๆ กันนั้นมีสถูปอนุสรณ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบภูฏานแท้ ๆ ด้วยส้างเพื่อถวายแด่สมเด็ดจพระราชาธิบดีจิกมี่ ดอร์จิ วังชุก ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 ของภูฏานครับผมซึ่งมีความสวยงามมาก ๆ

กรุงกัวลาลัมเปอร์ เที่ยวกี่ทีไม่มีเบื่อ

ทัวร์มาเลเซียพาคุณมาจอดเครื่องแล้วที่กัวลาลัมเปอร์ เจอลูกทัวร์บางคนกระซิบถามว่าที่กัวลาลัมเปอร์มีอะไรให้เที่ยวบ้าง เหตุผลสั้นๆคือแค่อยากพาครอบครัวนั่งเครื่องบินเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งไม่ต้องนั่งเครื่องไกลมาก เลยมาแวะที่นี่ แต่ทัวร์ของเราก็ใจดี ในเมื่อลูกทัวร์มาเลเซีย ใช้บริการของเรา เราก็ยินดีให้ข้อมูลเต็มที่ วันนี้เลยขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวง่ายๆใกล้กัวลาลัมเปอร์แบบฉบับย่อ เอาแค่เที่ยวแบบสบายๆละกัน

tour-019
สถานที่ท่องเที่ยวในกัวลาลัมเปอร์
• ตึกแฝดเปโตรนาส เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกสร้างโดยบริษัทปิโตรเลียมเนชั่นแนลเบอ์ฮาด หรือเรียกสั้น ๆ ว่าปิโตรนาสซึ่งเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายน้ำมันของมาเลเซีย สามารถยืนความงามของตึกได้ภายนอกโดยยืนอยู่ฟากที่น้ำพุกำลังเริงระบำและสามารถเข้าไปในตึกเพื่อชมทิวทัศน์ของกัวลาลัมเปอร์จากสกายบริดจ์ (Sky Bridge) ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชั้นที่ 41 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
• หอคอยกัวลาลัมเปอร์ (KL Tower) เป็นสถานีส่งสัญญาณโทรคมนาคม ชั้นบนสุดของหอคอยมีผนังกระจกรอบด้านเพื่อเป็นจุดชมทิวทัศน์ และเป็นที่ตั้งของภัตตาคารเสรีอังกาซารีโวลวิง (Seri Agkasa Revolving)
• อนุสาวรีย์แห่งชาติมาเลเซีย หรืออนุสาวรีย์ทหารอาสา สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงทหารหาญที่เสียชีวิตจากสงครามในอดีตได้แก่สงครามโลกครั้งที่ 1 (คศ.1914-1918) สงครามโลกครั้งที่ 2 (1939-1945) ญี่ปุ่นบุกยึดมาเลเซีย และการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ (1948-1960) อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางกรุงซึ่งตกแต่งให้เป็นสวนสาธารณะและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทั้งชาวมาเลเซียและชาวต่างชาติเดินทางมาชมกันเป็นจำนวนมาก
• จัตุรัสเมอร์เดกา ตั้งอยู่ ณ จุดบรรจบของแม่น้ำคลางกับแม่น้ำกอมบัก เป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ที่ซึ่งธงชาติอังกฤษถูกปลดลงแล้วแทนที่ด้วยธงชาติมาเลเซีย คำว่า “เมอร์เดกา” หมายถึงเอกราช จุดเด่นอยู่ที่เสาธงขนาดใหญ่สูงถึง 100 เมตร และเต็มไปด้วยอาคารในยุคอาณานิคมและกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมอังกฤษ โดยจตุรัสเมอร์เดกา เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ที่ใครมาเที่ยวกรุงกัวลาลัมเปอร์ ก็ต้องมาเดินที่จตุรัสกลางเมืองหลวงมาเลเซีย อันเป็นสถานที่มีความหมายทางประวัติศาสตร์ของชาติ และของประชาชนชาวมาเลเซีย เพราะเป็นสถานที่จัดพิธีคืนความเป็นเอกราชให้กับเจ้าของประเทศ หลังจากตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกนานถึง 446 ปี (พ.ศ 2054 – 2500 ) เริ่มจากประเทศโปรตุเกส ที่บุกมาทางเรือและเข้ายึด เมืองมะละกา อันเป็นเมืองท่า จากนั้นก็อยู่ภายใต้การปกครองของชาวดัทช์ และอังกฤษในเวลาต่อมา จนมาถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2500 มาเลเซียก็ได้อธิปไตยกลับคืนมาจากประเทศอังกฤษ พร้อมกับมีการชักธงชาติของมาเลเซียขึ้นสู่ยอดเสาเป็นครั้งแรก ณ บริเวณจตุรัสแห่งนี้ และ ในวันที่ 31 สิงหาคมของทุกปี จะมีพิธีสวนสนามและเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ มีประชาชนชาวมาเลเซียร่วมในพิธีหลายหมื่นคน
• อาคารสุลต่านอับดุลซามัด (Sultan Abdul Samad Building) สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2440 ตั้งชื่อตามพระนามของสุลต่านแห่งสลังงอร์ โดยใช้เป็นที่ทำการของหน่วยงานราชการในยุคที่อังกฤษเข้ามาปกครอง ปัจจุบันเป็นอาคารสำนักงานของศาลฎีกา อาคารสุลต่านอับดุลซามัค และ หอนาฬิกา สูง 40 เมตร เป็นตัวอาคารเก่าแถบ Merdeka Square ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรม แบบ มัวร์ ส่วนที่เป็นหอนาฬิกาสูง 40 เมตรที่นั้นมักจะเรียกกันว่าเป็น บิ๊กเบนของมาเลเซีย ส่วนด้านบนจะเป็นโดมขนาดใหญ่สีทอง อาคารนี้สร้างเมื่อเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อใช้เป็นศูนย์บริหาร อาณานิคมของอังกฤษ ปัจจุบันใช้อาคารที่ทำการของรัฐบาล
• พระราชวังอิสตาน่าไนการ่า พระราชวังแห่งชาติ สถานที่ประทับของสมเด็จพระราชาธิบดี หรือยังดีเปอร์ตวนอากง พระราชวังแห่งนี้จะเป็นกลุ่มอาคารรูปทรงโดมเชื่อมกับทางหลวงไปยังตัวเมือง และมีถนนทางเข้าพิเศษหลายเส้นทางพระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร ซึ่งมีการครอบครองมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 และกลายเป็นเขตพระราชฐานนับตั้งแต่นั้น
สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในกัวลาลัมเปอร์
• มัสยิมจาเม็ก (Masjid Jamek) เป็นมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในกัวลาลัมเปอร์และในรัฐสลังงอร์ สร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2450 โดยสุลต่านแห่งรัฐเพื่อเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามของรัฐ คำว่า Jamek หมายถึง สถานที่ชุมนุมทางศาสนา
• พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National History Museum หรือ Muzium Serajah Nasional) เป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของประเทศมาเลเซียจนกระทั่งได้รับเอกราช
• KL Old Railway Station สถานีรถไฟเดิมก่อนจะสร้าง KL Sentral เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์
• KL Sentral เป็นจุดศูนย์กลางการคมนาคมของกัวลาลัมเปอร์ รถไฟฟ้า สถานีรถบัส โรงแรม ศูนย์การค้า และร้านอาหาร
• พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ (National Museum หรือ Muzium Negara) สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2506 เพื่อจัดแสดงวัตถุโบราณต่าง ๆ พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวมาเลย์ในรัฐต่าง ๆ
• National Planetarium ท้องฟ้าจำลองของมาเลเซีย ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับยานอวกาศ และการสำรวจอวกาศ และมีการฉายภาพยนตร์สั้น และการ์ตูนเกี่ยวกับอวกาศด้วย
• มัสยิดแห่งชาติ (National Mosque หรือ Majid Negera) เป็นมัสยิดเก่าแก่ที่สุดในกัวลาลัมเปอร์สร้างขึ้นเพื่อแทนที่มัสยิดจาเม็กซึ่งมีขนาดเล็กเกินไปสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ทัวร์พม่าที่ วัดผ่องเตาอู

tour-009

สำหรับนักท่องเที่ยวท่านใดที่มีโอกาสได้เดินทางทัวร์พม่า เราขอนำเสนอให้ท่านได้เดินทางไปเที่ยวชมที่วัดผ่องเตาอู ประเทศพม่า พร้อมทั้งสักการบูชา พระบัวเข็มทั้งห้าองค์ ที่มีลักษณะแปลกตาแต่ผู้คนน้อมรับมากไปด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าเป็นอย่างมาก ส่วนการเดินทางทัวร์พม่าในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวได้ร่วมทำบุญและสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธ์ ณ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้นั่นเอง
สำหรับวัดผ่องเตาอู ประเทศพม่านั้น ถือได้ว่าเป็นวัดวาอารามแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญที่สุดแห่งรัฐฉาน เนื่องจากเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบัวเข็มอันศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นเสมือนศูนย์กลางทางจิตใจของชาวอินทาแห่งประเทศพม่าโดยตรง โดยสถานที่แห่งนี้มีพระบัวเข็มอันศักดิ์สิทธิ์จำนวน 5 องค์ ที่นักท่องเที่ยวเดินทางทัวร์พม่า สามารถทำการสักการบูชาได้อย่างมั่นหมาย แต่นักท่องเที่ยวเดินทางทัวร์พม่าส่วนใหญ่ มักจะเกิดความแปลกตาและแปลกใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระบัวเข็มมีลักษณะรูปร่างเป็นก้อนทองกลม ๆ เพียงเท่านั้น ประดิษฐานอยู่ในวัดผ่องเตาอูแห่งประเทศพม่าอย่างโดดเด่น หากนับจากปริมาณทองคำที่เกาะหนาแน่น เราจะสามารถสัมผัสได้ว่า ทุกคนที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้มาพร้อมด้วยจิตศรัทธาอันแรงกล้าที่ท่วมท้น โดยเฉพาะชาวพม่าส่วนใหญ่ที่ไม่เคยพลาดกับการเดินทางมาสักการบูชาแบบรายวัน จนทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางทัวร์พม่า กลับสามารถสัมผัสได้ถึงความศรัทธาของชาวพม่าที่มั่นคงต่อพระพุทธศาสนาโดยตรง
และเมื่อใดก็ตาม ที่นักท่องเที่ยวเดินทางทัวร์พม่าได้เดินทางไปสักการบูชาพระบัวเข็ม ณ วัดผ่องเตาอูแห่งประเทศพม่า นักท่องเที่ยวจะสามารถตั้งจิตอธิฐาน และขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างสมหวัง เปรียบเสมือนเป็นสิ่งที่ดีกลับคืนมากับการเดินทางทัวร์พม่าในครั้งนั้นของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นั่นเอง

ดื่มด่ำความหนาวเย็นที่เกาหลี

ในขณะฤดูใบไม้ผลิของประเทศเกาหลีนั้นอยู่ในระหว่างเดือนมีนาคม จนถึง เดือนพฤษภาคม ซึ่งมีอุณหภูมิอยู่ที่ 6 องศา – 16 องศา ในฤดูนี้จะเป็นช่วงเวลาที่มีดอกไม้ บานสะพรั่ง ต้นไม้ผลิใบเต็มต้น แดดส่องเบิกบานตลอดทั้งวัน กลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ซึ่งชาวเกาหลีนั้นจะถือว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้น ที่ตั้งต่างๆจะเต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายนานาพันธ์
ความพิเศษของฤดูใบไม้ผลินี้คือเทศกาลชมดอกซากุระเกาหลีที่ชาวเกาหลีและคนจากชาติอื่นๆเฝ้ารอกันหวังจะไปสัมผัสการอุบัติสีชมพูดของดอกซากุระด้วยกันทั้งนั้น เพราะงานเทศกาลนี้จะเริ่มในอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเมษายน แต่ก็มีเบี่ยงเบนนิดหน่อย ก็ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศโดยรวมด้วย ซึ่งเราเองจะต้องเป็นคนคอยทดสอบด้วยว่าเทศกาลนั้นจะมีมาตอนไหน ส่วนมากทางใต้ของประเทศเกาหลีจะบานก่อน แต่ดอกซากุระนั้นอยู่ได้ไม่นาน ไม่เกิน 2 อาทิตย์ก็ร่วงหมดจากต้นแล้ว ทว่าเราก็ยังมีทุ่งดอกทิวลิปให้เราได้เห็นในฤดูกาลนี้อีกด้วย ซึ่งจะมีให้เห็นได้ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม กระทั่ง ต้นเดือนพฤษภาคม

korea-014

ส่วนการแต่งตัวไปเที่ยวเกาหลีในเดี๋ยวนี้นั้น เลือกเสื้อผ้าที่ใส่แบบสบายๆ ทำได้เป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์ แล้วมีแจ็คเก็ตหรือเสื้อแขนยาวบางๆ ทับก็พอแล้ว เพราะว่าอากาศกำลังสบายๆ พอที่ต่อการเดินไปชมวิวธรรมชาติ แต่ควรพกเสื้อกันหนาวติดตัวไว้ด้วยก็ดีเหมือนกันสมมตใครคิดจะเที่ยวเช้าจรดเย็น เพราะตอนเย็นจะอุณหภูมิลดลงเร็วทันใจมาก
พร้อมทั้งในฤดูใบไม้ผลินี้ มีงานเทศกาลอื่นๆที่เป็นที่ดึงดูดอีกมาก เช่นว่า เทศกาลโคมไฟดอกบัว,เทศกาลทะเลแหวกที่ชินโด,หรือไม่ถ้าใครชอบลุยๆรักธรรมชาติชี้ช่องทางให้ขึ้นภูขาก็จะประทับใจไปอีกแบบ

ประวัติศาสตร์น่ารู้ของประเทศพม่า

myanmar-0027

จะไปเที่ยวกับทัวร์พม่า บรรดานักท่องเที่ยวก็ควรรู้จักประวัติศาสตร์ความเป็นมาไว้บ้างจะได้เพิ่มอรรถรสในการท่องเที่ยวนะจ้ะ ซึ่งประวัติศาสตร์ของพม่านั้นมีความยาวนานและซับซ้อน มีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏได้แก่มอญ ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่าได้อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหว่างจีนและทิเบต เข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี และได้กลายเป็นชนเผ่าส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศในเวลาต่อมา ความซับซ้อนของประวัติศาสตร์พม่ามิได้เกิดขึ้นจากกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในดินแดนพม่าเท่านั้น แต่เกิดจากความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอันได้แก่ จีน อินเดีย บังกลาเทศ ลาว และไทยอีกด้วย    วันนี้ทัวร์พม่า จึงขอนำเกร็ดประวัติความเป็นมามาบอกเล่ากันเพื่อเป็นความรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวรวมทั้งเยาวชนคนรุ่นใหม่ด้วยจ้ะ

ตามที่ทัวร์พม่าได้ศึกษามา ประวัติศาสตร์พม่าแบ่งออกเป็น 7 ยุค ดังนี้ :
•    ยุคมอญ  – มนุษย์ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศพม่าราว 11,000 ปีมาแล้ว แต่ชนเผ่าแรกที่สามารถสร้างอารยธรรมขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของตนได้ก็คือชาวมอญ ชาวมอญได้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้เมื่อราว2,400ปีก่อนพุทธกาล และได้สถาปนาอาณาจักรสุวรรณภูมิ อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณใกล้เมืองท่าตอน (Thaton) ชาวมอญได้รับอิทธิพลของศาสนาพุทธผ่านทางอินเดียในราวพุทธศตวรรษที่ 2ซึ่งเชื่อว่ามาจากการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช บันทึกของชาวมอญส่วนใหญ่ถูกทำลายในระหว่างสงคราม วัฒนธรรมของชาวมอญเกิดขึ้นจากการผสมเอาวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ากับวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองจนกลายเป็นวัฒนธรรมลักษณะลูกผสมในราวพุทธศตวรรษที่ 14ชาวมอญได้เข้าครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของพม่า
•    ยุคชาวพยู – ชาวปยูหรือพยูเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่าตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 และได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง เช่นที่ พินนาคา (Binnaka)มองกะโม้ (Mongamo) ศรีเกษตร (Sri Ksetra) เปียทะโนมโย (Peikthanomyo) และหะลินยี (Halingyi) ในช่วงเวลาดังกล่าวดินแดนพม่าเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย จากเอกสารของจีนพบว่า มีเมืองอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของชาวพยู 18 เมือง และชาวพยูเป็นชนเผ่าที่รักสงบ ไม่ปรากฏว่ามีสงครามเกิดขึ้นระหว่างชนเผ่าพยู ข้อขัดแย้งมักยุติด้วยการคัดเลือกตัวแทนให้เข้าประลองความสามารถกัน ชาวพยูสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทำจากฝ้าย อาชญากรมักถูกลงโทษด้วยการโบยหรือจำขัง เว้นแต่ได้กระทำความผิดอันร้ายแรงจึงต้องโทษประหารชีวิต ชาวพยูนับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาที่วัดตั้งแต่อายุ 7 ขวบจนถึง 20 ปี นครรัฐของชาวพยูไม่เคยรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่นครรัฐขนาดใหญ่มักมีอิทธิพลเหนือนครรัฐขนาดเล็กซึ่งแสดงออกโดยการส่งเครื่องบรรณาการให้ นครรัฐที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่ ศรีเกษตร     ซึ่งมีหลักฐานเชื่อได้ว่า เป็นเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศพม่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่าอาณาจักรศรีเกษตรถูกสถาปนาขึ้นเมื่อใด แต่มีการกล่าวถึงในพงศาวดารว่ามีการเปลี่ยนราชวงศ์เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 637 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาณาจักรศรีเกษตรต้องได้รับการสถาปนาขึ้นก่อนหน้านั้น มีความชัดเจนว่า อาณาจักรศรีเกษตรถูกละทิ้งไปในปีพุทธศักราช 1199 เพื่ออพยพย้ายขึ้นไปสถาปนาเมืองหลวงใหม่ทางตอนเหนือ แต่ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองใด นักประวัติศาสตร์บางท่านเชื่อว่าเมืองดังกล่าวคือเมืองหะลินคยี อย่างไรก็ตามเมืองดังกล่าวถูกรุกรานจากอาณาจักรน่านเจ้าในราวพุทธศตวรรษที่ 15 จากนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงชาวพยูอีก
•    ยุคอาณาจักรพุกาม  – ชาวพม่าเป็นชนเผ่าจากทางตอนเหนือที่ค่อย ๆ อพยพแทรกซึมเข้ามาสั่งสมอิทธิพลในดินแดนประเทศพม่าทีละน้อย กระทั่งปีพุทธศักราช 1392 จึงมีหลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอำนาจซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง “พุกาม” (Pagan) โดยได้เข้ามาแทนที่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจภายหลังจากการเสื่อมสลายไปของอาณาจักรชาวพยู  อาณาจักรของชาวพุกามแต่แรกนั้นมิได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา(พ.ศ.1587–1620) พระองค์จึงสามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำเร็จ และเมื่อพระองค์ทรงตีเมืองท่าตอนของชาวมอญได้ในปีพุทธศักราช1600 อาณาจักรพุกามก็กลายเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดในดินแดนพม่า อาณาจักรพุกามมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าจานสิตา(พ.ศ.1624–1655)และ             พระเจ้าอลองสิธู(พ.ศ.1655–1710) ทำให้ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17ดินแดนในคาบสมุทรสุวรรณภูมิเกือบทั้งหมดถูกครอบครองโดยอาณาจักรเพียงสองแห่ง คือเขมรและพุกามอำนาจของอาณาจักรพุกามค่อยๆ เสื่อมลง      ด้วยเหตุผลหลักสองประการ ส่วนหนึ่งจากการถูกเข้าครอบงำโดยของคณะสงฆ์ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่งจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกลที่เข้ามาทางตอนเหนือ พระเจ้านรสีหบดี (ครองราชย์ พ.ศ. 1779–1830) ได้ทรงนำทัพสู่ยุนนานเพื่อยับยั้งการขยายอำนาจของมองโกล แต่เมื่อพระองค์แพ้สงครามที่งาสองกยัน (Ngasaunggyan) ในปีพุทธศักราช 1820 ทัพของอาณาจักรพุกามก็ระส่ำระสายเกือบทั้งหมด พระเจ้านรสีหบดีถูกพระราชโอรสปลงพระชนม์ในปีพุทธศักราช 1830 กลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้อาณาจักรมองโกลตัดสินใจรุกรานอาณาจักรพุกามในปีเดียวกันนั้น ภายหลังสงครามครั้งนี้ อาณาจักรมองโกลก็สามารถเข้าครอบครองดินแดนของอาณาจักรพุกามได้ทั้งหมด ราชวงศ์พุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลได้แต่งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นบริหารดินแดนพม่าในปีพุทธศักราช 1832
•    ยุคอังวะและหงสาวดี  – หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรพุกามพม่าได้แตกแยกออกจากกันอีกครั้งราชวงศ์อังวะซึ่งได้รับอิทธิพล  ทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมืองอังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศิลปะและวรรณกรรมของพุกามได้ถูกฟื้นฟูจนยุคนี้กลายเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมของพม่า  แต่เนื่องด้วยอาณาเขตที่ยากต่อการป้องกันการรุกรานจากศัตรู เมืองอังวะจึงถูกชาวไทใหญ่เข้าครอบครองได้ในปีพุทธศักราช 2070 สำหรับดินแดนทางใต้ ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรของพวกตนขึ้นใหม่อีกครั้งที่หงสาวดี โดยกษัตริย์ธรรมเจดีย์ (ครองราชย์ พ.ศ. 1970 – 2035)เป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของมอญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาทและศูนย์กลางทางการค้าขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา
•    ยุคอาณาจักรตองอู – หลังจากถูกรุกรานจากไทใหญ่  ชาวอังวะได้อพยพลงมาสถาปนาอาณาจักรแห่งใหม่โดยมีศูนย์กลางที่เมืองตองอูในปีพุทธศักราช 2074 ภายใต้การนำของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ (ครองราชย์ พ.ศ. 2074–2093) ซึ่งสามารถรวบรวมพม่าเกือบทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้ง ในช่วงระยะเวลานี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้นในภูมิภาค ชาวไทใหญ่มีกำลังเข้มแข็งเป็นอย่างมากทางตอนเหนือ การเมืองภายในอาณาจักรอยุธยาเกิดความไม่มั่นคง ในขณะที่โปรตุเกสได้เริ่มมีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถเข้าครอบครองมะละกาได้ เกี่ยวกับการเข้ามาของบรรดาพ่อค้าชาวยุโรป พม่ากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง  การที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ได้ย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่เมืองหงสาวดี เหตุผลส่วนหนึ่งก็เนื่องด้วยทำเลทางการค้า พระเจ้าบุเรงนอง (ครองราชย์ พ.ศ. 2094–2124)ซึ่งเป็นพระเทวัน(พี่เขย)ของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเจ้าตะเบงชะเวตี้  และสามารถเข้าครอบครองอาณาจักรต่าง ๆ รายรอบได้ อาทิ มณีปุระ (พ.ศ. 2103) อยุธยา (พ.ศ. 2112) ราชการสงครามของพระองค์ทำให้พม่ามีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดอย่างไรก็ตาม ทั้งมณีปุระและอยุธยา ต่างก็สามารถประกาศตนเป็นอิสระได้ภายในเวลาต่อมาไม่นาน เมื่อต้องเผชิญกับการก่อกบฏจากเมืองขึ้นหลายแห่งประกอบกับการรุกรานของโปรตุเกส กษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอู จำเป็นต้องถอนตัวจากการครอบครองดินแดนทางตอนใต้ โดยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอังวะ พระเจ้าอะนอกะเพตลุน (Anaukpetlun) พระนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งในพุทธศักราช 2156 พระองค์ตัดสินใจที่จะใช้กำลังเข้าต่อต้านการรุกรานของโปรตุเกส พระเจ้าธารุน (Thalun) ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ได้ฟื้นฟูหลักธรรมศาสตร์ของอาณาจักรพุกามเก่า แต่พระองค์ทรงใช้เวลากับเรื่องศาสนามากเกินไป จนละเลยที่จะใส่ใจต่ออาณาเขตทางตอนใต้ ท้ายที่สุด หงสาวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสซึ่งตั้งมั่นอยู่ในอินเดีย ก็ได้ทำการประกาศเอกราชจากอังวะ จากนั้นอาณาจักรของชาวพม่าก็ค่อย ๆ อ่อนแอลงและล่มสลายไปในปีพุทธศักราช 2295 จากการรุกรานของชาวมอญ
•    ยุคราชวงศ์อลองพญา – ราชวงศ์อลองพญาได้รับการสถาปนาขึ้นและสร้างความเข้มแข็งจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว พระเจ้าอลองพญาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า ได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี พ.ศ.2296จากนั้นก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญได้อีกครั้งในปี พ.ศ.2302 ทั้งยังสามารถกลับเข้ายึดครองกรุงมณีปุระได้ในช่วงเวลาเดียวกัน พระองค์สถาปนาให้เมืองย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ.2303หลังจากเข้ายึดครองตะนาวศรี  (Tenasserim)พระองค์ได้ยาตราทัพเข้ารุกรานอยุธยาแต่ต้องประสบความล้มเหลวเมื่อพระองค์ทรงสวรรคตระหว่างการสู้รบ พระเจ้าเซงพะยูเชง (Hsinbyushin, ครองราชย์ พ.ศ. 2306 – 2319) พระราชโอรส ได้โปรดให้ส่งทัพเข้ารุกรานอาณาจักรอยุธยาอีกครั้งในปี พ.ศ.2309ซึ่งประสบความสำเร็จในปีถัดมา ในรัชสมัยนี้ แม้จีนจะพยายามขยายอำนาจเข้าสู่ดินแดนพม่า แต่พระองค์ก็สามารถยับยั้งการรุกรานของจีนได้ทั้งสี่ครั้ง (ในช่วงปี พ.ศ. 2309–2312) ทำให้ความพยายามในการขยายพรมแดนของจีนทางด้านนี้ต้องยุติลง ในรัชสมัยของพระเจ้าโบดอพญา (Bodawpaya, ครองราชย์ พ.ศ. 2324–2362) พระโอรสอีกพระองค์หนึ่งของพระเจ้าอลองพญา พม่าต้องสูญเสียอำนาจที่มีเหนืออยุธยาไป แต่ก็สามารถผนวกดินแดนยะไข่ (Arakan) และตะนาวศรี (Tenasserim) เข้ามาไว้ได้ในปี พ.ศ. 2327 และ 2336 ตามลำดับ ในช่วงเดือนมกราคมของปี พ.ศ. 2366 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าบาคยีดอว์ (Bagyidaw, ครองราชย์ พ.ศ. 2362–2380) ขุนนางชื่อมหาพันธุละ (Maha Bandula) นำทัพเข้ารุกรานแคว้นอัสสัมได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น
•    ยุคสงครามกับอังกฤษและการล่มสลายของราชอาณาจักรพม่า  – สืบเนื่องจากการพยายามขยายอำนาจของอังกฤษ กองทัพอังกฤษโดยความร่วมมือของสยามได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี พ.ศ. 2367 สงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่หนึ่งนี้ (พ.ศ. 2367–2369) ยุติลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญายันดาโบ (Yandaboo)กับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะข่าย และตะนาวศรีไป ซึ่งอังกฤษเริ่มก็ต้นตักตวงทรัพยากรต่าง ๆ ของพม่านับแต่นั้น เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมากกษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญายันดาโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษ ทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง ซึ่งก็จบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ อังกฤษได้ผนวกหงสาวดีและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าไว้กับตน โดยได้เรียกดินแดนดังกล่าวเสียใหม่ว่าพม่าตอนใต้ สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (Mindon Min) ครองราชย์ พ.ศ. 2396–2421) จากพระเจ้าปะกัน (Pagin Min, ครองราชย์ พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนากรุงมัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอก ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้ รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (Thibow, ครองราชย์ พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมพระราชอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปีพุทธศักราช 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้